093 : First day in Japan
posted on 13 Aug 2009 21:30 by otherside914 in Japan, Lifestyle
สวัสดีค่า หายหัวไปนานมาก ยังมีชีวิตอยู่ แถมอยู่ไทยด้วย
เพราะตอนนี้เป็นช่วงปิดเทอมหน้าร้อน หวังว่าทุกคนคงสบายดีเน้อ คิดถึงมากๆฮ้า
ตอนแรกที่ไป ก็กะว่าจะมาอัพบล็อกทุกวัน เอาเข้าจริง
มันไม่ว่างขนาดนั้น เพราะว่าต้องปรับตัวกับอะไรหลายๆอย่าง
รวมถึงต้องทำงานบ้านมหาศาล แถมเรายังลงเรียนไปหลายวิชา
จนทำให้เดือนกรกฏาที่ผ่านมากลายเป็นเดือนนรกแตกเพราะต้องทำรายงาน 4 ตัว
เขียนวิจารณ์บทความ 2 ชิ้น พรีเซนเทชั่น 1 ชิ้นแล้วก็สอบอีก 1 ตัว
งานชิ้นสุดท้ายทำเสร็จตอนตีสี่ แทบอยากจะปีนระเบียงหอแล้วแหกปากตะโกน
" เสร็จแล้วโว้ยยยยยยยยยยยยยย แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยส์ "
แต่เดี๋ยวจะเป็นการนำชื่อเสียมาสู่ประเทศชาติของเราได้ เลยได้แต่ดีดดิ้นอยู่ในใจจ้ะ
ตอนนี้ว่างแล้วเลยจะมาอัพเดตชีวิตแบบเลทๆ เอาตั้งแต่ขึ้นเครื่องเลยละกันนะ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ก่อนหน้านี้มีเอนทรี่จิตตกเมื่อวันที่ 1 เมษา ในขณะที่ทุกคนกำลังเอพริลฟูลส์กัน
ข้าพเจ้ากำลังประสาทกิน เนื่องจากเกิดอาการปอดแหก ไม่อยากไปญี่ปุ่นกระทันหัน
แต่มันทำอะไรไม่ได้แล้ว (ก็เพื่อนๆญาติๆเลี้ยงส่งแล้วนี่หว่า กร๊าก)
ดังนั้นภาพทุกภาพต่อไปนี้เป็นความพยายามที่จะหาอะไรทำเพื่อดึงความสนใจให้ตัวเองหายฟุ้งซ่านฮ่ะ

เริ่มถ่ายมันตั้งแต่ตอนนั่งรถไปสนามบิน เพราะกะว่าถึงญี่ปุ่นแล้วจะอัพบล็อก
เอาเข้าจริงได้อัพอีกทีตอนกลับไทยอ่ะนะ มาถึงก็เช็คอินกระเป๋าเข้าไปก่อน
แล้วก็อยู่คุยกับครอบครัว ญาติๆ แล้วก็เพื่อนที่มาส่ง จนถึงเวลาที่ต้องเข้าไปข้างในแล้ว

ตอนตรวจวีซ่านี่ดราม่าสุดๆ เพราะเป็นตอนที่ต้องแยกกะพ่อแม่
แทนที่จะได้เดินอย่างเท่ขึ้นเครื่อง เอาเข้าจริงยืนร้องไห้ฟูมฟาย
แถมตอนที่ต้องเดินเข้าไปด้านในนี่แอบเขินเพราะยืนร้องไห้อยู่คนเดียว
แถมยังไม่รู้ว่าต้องไปเขียนใบขาเข้า-ขาออกอะไรนี่ด้วย
ต่อแถวมาตั้งนานเลยโดนเจ้าหน้าที่ไล่ไปกรอกก่อนมาต่ออีกรอบ เขินจังแหะๆ....

เข้ามาด้านในแล้วแต่ยังดราม่าไม่หาย เลยไม่มีอารมณ์ช้อปอะไรทั้งสิ้น ฮึ!
(เอาจริงๆก็ไม่มีเงินด้วยก๊าก) แล้วก็ไปตรง Lounge ของ Japan Airlines
จริงๆจะว่าตรงไปที่เลานจ์ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะมีหลงทางไปมาเล็กน้อยพองามด้วย
ด้านในเป็นอย่างนี้


ของกินแอบเยอะ แต่กินไม่ลง เจอนักเรียนทุนคนอื่นๆ กำลังนั่งชิวกัน
เหมือนจะมีเราคนเดียวที่เฟลๆ อารมณ์ว่าคนอื่นเหมือนไปซื้อกับข้าวหน้าปากซอย
แต่เรามีความรู้สึกเหมือนโฟรโด้ที่ต้องเอาแหวนเดอะวันริงไปทิ้งที่เมาท์ดูมอะไรแบบนั้น

นั่งได้ไม่นานก็ไปรอขึ้นเครื่องที่เกท เครื่องบินแอบดีเลย์นิดหน่อยเลยหยิบไดอารี่ขึ้นมาเขียน
(ปัจจุบันไดอารี่เล่มนั้นถูกลืมไว้ที่ญี่ปุ่น ฮ่วย!! นี่อัพบล็อกจากความจำอย่างเดียว OTL)

เสียดายตอนเช็คอินไม่ได้เช็คพร้อมกับเพื่อน เลยโดนจับไปนั่งกะน้องสองคนที่ไม่เฟรนลี่เลยง่า....
แบบว่า ยิ้มให้ไม่ยิ้มตอบ คุยด้วยก็ไม่คุยตอบ ชิ!!!!! เอางั้นก็ด๊ายย!!!!!
หลังจากตัดสินใจว่าจะนั่งเงียบไปจนถึงญี่ปุ่น เลยลองจิ้มๆรีโมทข้างๆแก้เหงา ว่าไอ้จอข้างหน้าทำอะไรได้บ้าง
แม่เจ้า มันมาเป็นภาษาญี่ปุ่น แล้วภาษาญี่ปุ่นตูนั้นไม่กระดิกเลย ฮือ
(เพิ่งหาวิธีเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษเจอประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนเครื่องแตะพื้นดิน....)
จิ้มมั่วๆไปมา ได้พบกับสิ่งที่ประทับใจที่สุดบน JAL คือสิ่งนี้

มันเป็นกล้องที่เขาติดเอาไว้กับเครื่องบิน ให้เราเห็นท้องฟ้าข้างนอก
นั่งดูแล้วก็มึนๆดี ชอบมากๆ ไม่รู้สายการบินอื่นมีหรือเปล่า หุหิ
หลังจากดูดาว (หรือจริงๆอาจจะเป็นแค่ฝุ่นติดกล้อง) จนเบื่อแล้ว
สิ่งที่เราพยายามทำคือนอน เพราะไฟลท์ของเรามันออกประมาณสี่ทุ่มได้
แล้วไปถึงประมาณหกโมงเช้าอะไรแบบนี้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่นอนตอนนี้ ก็ไม่มีโอกาสนอนแล้ว
แต่ความพยายามที่จะนอนไม่เป็นผล นั่งๆไปจะหลับ แอร์ก็มาเสริฟอาหารพอดี
และอาหารที่ปลุกข้าพเจ้าขึ้นมาจากการหลับใหล (ไปแค่ประมาณสิบนาที....) มีหน้าตาดังนี้

อีนี่มันอารายก๊าาาาาาาาา!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
แบบว่า มีข้าวต้ม เละๆ มีหมูโปะมาจึ๋งนึง ริมบนขวาสีๆนั่นคือของดองๆ
ไอ้ถ้วยขาวๆกะขวดซอสติดกัน คือบะหมี่เย็น แอร๊ยยยยยยยยย ดิฉันอยากกรีดร้อง
บะหมี่เย็นกะข้าวต้มเนี่ยนะ แล้วยังไม่หนำใจ!!!!!!! มีโยเกิร์ตมาให้อีก นานาชาติจริงๆ สับสนว้อยแอร๊ย!
โวยวายไปงั้นแหละ เอาเข้าจริงก็กิน...
แล้วก็มาเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่นแบบเบลอๆ


อันนี้คือรถไฟที่นั่งจากตรงที่เครื่องบินจอดเข้าไปยังตัวสนามบิน
ถือได้ว่าเป็นการซ้อมเบียดกับผู้คนก่อนไปเจอของจริงในโตเกียว กร๊าก

เข้ามาก็เจอตรงตรวจคนเข้าเมือง (ยั้วเยี้ยมาก) หลังจากนั้นทุกคนต้องดิ้นรนหาทางไปหอกันเอาเอง
เนื่องจากปีเรานอกจากจะเป็นปีที่โดนตัดทุนลง ยังเป็นปีแรกที่ไม่มีคนมารับที่สนามบินด้วยกร๊าก
ยังดีที่มีคนรู้ทางไปหอ ไม่งั้นคงได้เห็นกะเหรี่ยงไทยติดอยู่ในสนามบินแบบเรื่อง Terminal
ก่อนอื่นก็ใช้บริการส่งกระเป๋า(ใบใหญ่) ไปที่หอ ก่อนจะลากใบเล็กขึ้นรถไฟไป
เหมือนจะง่าย แต่เอาจริงๆก็มึนเหมือนกัน เพราะว่าไม่ได้ขึ้น Narita Express
แต่ขึ้นรถไฟธรรมดามันเลยต้องเปลี่ยนรถไฟหลายสาย (ตอนนี้ลืมไปหมดแล้วว่าต้องเปลี่ยนยังไง)



นั่งรถไฟกันเป็นชั่วโมงเลยทีเดียวกว่าจะมาถึงหอ

ทางขึ้นหอและด้านหน้าหอพัก ซากุระกำลังบานสวย
แต่ตอนนั้นไม่มีเวลาชื่นชมเพราะกังวลกะชีวิตตัวเองอยู่ (ฮา)
ถือว่าโชคดีที่ได้หอนี้เพราะว่าอยู่ห่างจากสถานีรถไฟแค่ห้านาทีเอง


ภาพบนซ้าย ตู้ๆที่เห็นนั่นเป็นมิเตอร์ไฟฟ้ากับน้ำประปา
คือระบบไฟฟ้ากับน้ำที่หอจะเป็นแบบ pre-paid หรือจ่ายก่อนถึงจะได้ใช้นั่นเอง
วิธีใช้คือกดเบอร์ห้องของเรา (กดผิดจะกลายเป็นหายนะเมื่อท่านเติมเงินให้ห้องข้างๆแทน)
สอดแบงค์พันเยนเข้าไป แล้วจะมีมิเตอร์อีกอันในห้องพักเราที่โชว์ว่าเหลือค่าไฟอยู่กี่บาท
เมื่อไหร่ที่ค่าไฟต่ำกว่าห้าร้อยเยน มันจะกะพริบ บอกให้รู้ว่าเอ็งไปเติมเงินได้แล้ว หึๆ
ระบบนี้เหมือนจะสบาย แต่มันจะทำร้ายเราตอนสิ้นเดือนที่ไม่มีเงินใช้....

อันนี้เป็นห้องนั่งเล่นรวม จะมีอยู่ทุกชั้น แล้วก็ตู้กดน้ำที่หลอกตังเราได้เรื่อยๆ
หลังจากฟังคนดูแลหออธิบายเรื่องต่างๆคร่าวๆ เขาก็แจกกุญแจห้องให้แต่ละคน
ห้องของเราเป็นเยี่ยงนี้

ไอ้ภาพห้องกว้างๆ สวยๆ แบบหอของเพื่อนที่ไปเรียนอังกฤษกับอเมริกาหรือจะสู้หอตูได้!!!
แต่ก็ทำใจไว้แต่แรกแล้วว่าห้องต้องแคบแน่ๆ เพราะญี่ปุ่นนี่นะ พื้นที่มันมีจำกัดต้องแบ่งๆกันอยู่
(จะบอกว่าพอกลับมาบ้าน รู้สึกว่าบ้านตัวเองกว้างมาก กร๊าก)
เราโชคดีที่ได้อยู่หอที่มีห้องน้ำในตัว ถ้าต้องใช้ห้องน้ำรวมคงสยองขวัญไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม ดูจากภาพเนี่ย ห้องพักมันเหมือนจะสะอาด.......แต่จริงๆแล้ว มันเต็มไปด้วยฝุ่นและรา!
ไอ้ที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน จะมานอนตอนนี้ก็ไม่ได้ ต้องทำความสะอาดก่อน
เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ก็ออกไปหาข้าวกลางวันกินกับเพื่อนที่หอ แล้วก็ไปซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาด
มาเช็ดล้างทุกอย่าง ถึงจะนอนหลับได้อย่างสงบเอิงเอย........ กร่าาาาาาาาาาาาา
เอนทรี่หน้าจะพาไปชิโมะคิตะซาว่า (หรือเรียกสั้นๆว่าชิโมะคิตะ)
ใครอ่าน Detroit Metal City คงเคยได้ยินเนกิชิพูดถึงบ่อยๆฮ่ะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่า คิดถึงทุกๆคนมากๆเน้อ
พบกันเอนทรี่หน้าจ้า *-*/






...ช่างเป็นอาหารมื้อแรกให้เครื่องบินที่ดีจริงๆค่ะ.....
#1 By hotaru on 2009-08-14 00:31